สิงหาคม 13, 2569 | กิจกรรม ส.ป.ก.
ส.ป.ก. หารือบราซิล เพื่อต่อยอดพัฒนาดินและสนับสนุนเกษตรกรไทยสู่ผู้ประกอบการเกษตรเชิงธุรกิจ
วันที่ 12 สิงหาคม 2569 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วย นางสาวแพรรวี เคหะสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารสินเชื่อ และ นางสาวสิริฉัตร สฤษดิ์นิรันดร์ นักวิเทศสัมพันธ์ปฏิบัติการ เดินทางเข้าร่วมหารือและรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับแนวทางการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดินแบบบูรณาการ ณ สำนักงานใหญ่ของสถาบันวิจัยการเกษตรแห่งบราซิล (Empresa Brasileira de Pesquisa Agropecuária: Embrapa) และหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเกษตรกรรายย่อยให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรเชิงธุรกิจ ณ ฟาร์มกาบรีสซิมา (Cabríssima) กรุงบราซิเลีย สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
Embrapa เป็นหน่วยงานวิจัยด้านการเกษตรชั้นนำของบราซิล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพลิกฟื้นดินกลุ่มออกซิซอลที่มีความเป็นกรดสูงและขาดธาตุอาหารตามธรรมชาติในภูมิภาคเซอร์ราโด ให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีศักยภาพสูงระดับโลก ผ่านองค์ความรู้ด้านการปรับปรุงความเป็นกรดของดินอย่างเป็นระบบ การบริหารจัดการปัญหาฟอสฟอรัสถูกตรึงในดิน และการออกแบบสูตรปุ๋ยเฉพาะพื้นที่ ซึ่งเป็นต้นแบบความสำเร็จที่สามารถนำมาปรับใช้กับการฟื้นฟูดินในเขตปฏิรูปที่ดินของประเทศไทยได้
ฟาร์มกาบรีสซิมา (Cabríssima) เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการยกระดับเกษตรกรผู้ผลิต ให้กลายเป็นผู้ประกอบการเกษตรเชิงธุรกิจ โดยฟาร์มแห่งนี้เริ่มต้นจากการเลี้ยงแพะและจำหน่ายน้ำนมดิบเพียงอย่างเดียว ก่อนพัฒนาสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียม อาทิ ชีสนมแพะแฮนด์เมดที่ได้รับรางวัลทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ เนยแข็ง และขนมต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ "Cabríssima Queijaria Artesanal" ซึ่งมีอัตลักษณ์ชัดเจนและได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาด นอกจากนี้ยังต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ด้วยการเปิดฟาร์มให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมกระบวนการเลี้ยงแพะ พร้อมจัดกิจกรรม Farm-to-Table Brunch เพื่อสร้างรายได้เสริมจากภาคบริการ ควบคู่กับการทำตลาดตรงสู่ผู้บริโภคทั้งช่องทางออนไลน์และการจัดส่งถึงมือลูกค้าโดยตรง
จากการหารือในครั้งนี้ ส.ป.ก. ได้แนวทางทั้งในเชิงวิชาการด้านการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน และแนวคิดเชิงธุรกิจในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร การสร้างแบรนด์ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตลอดจนการตลาดโดยตรงสู่ผู้บริโภค เพื่อนำไปพัฒนาดินและเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินให้เป็นผู้ประกอบการต่อไป