กรกฎาคม 17, 2569 | กิจกรรม ส.ป.ก.
วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงผลการดำเนินงาน 99 วัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้แนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ณ ห้อง 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวว่า ตลอด 99 วันที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนการทำงานทั้งระบบ เพื่อวางรากฐานในระยะยาว ผ่าน 5 ผลงานสำคัญ ดังนี้
1. ยกระดับข้าวไทย ด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน ข้าวและชาวนา 15 ล้านคน คือ หัวใจหลักของภาคการเกษตรของไทย กระทรวงเกษตรฯ จึงให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เพื่อยกระดับการแข่งขันและความยั่งยืนของข้าวไทย โดยเร่งให้กรมการข้าวส่งมอบพันธุ์ข้าวใหม่ กข113 และ กข119 ที่ผลผลิตสูง ระยะเก็บเกี่ยวสั้น ให้ชาวนานำไปปลูก ควบคู่กับการส่งเสริมวิธีปลูกแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต่อยอดสู่ข้าวคาร์บอนต่ำที่ตอบโจทย์มาตรฐานโลกวันนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำร่องข้าวคาร์บอนต่ำแล้ว 25 จังหวัด พื้นที่รวม 100,000 ไร่ ผลลัพธ์พบว่า ต้นทุนการผลิตลดลง 24% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 10% และเราตั้งเป้าขยายพื้นที่เป็น 500,000 ไร่ ภายในปี 2570 นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของโครงการข้าว แต่คือการพิสูจน์ว่า นวัตกรรมสามารถเพิ่มทั้งรายได้ ลดการใช้น้ำ และสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรไทยไปพร้อมกัน
2. บริหารน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อเกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจไทย สำหรับเกษตรกร น้ำคือชีวิต กระทรวงเกษตรฯ จึงไม่รอให้เกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วมแล้วค่อยแก้ไข แต่วางระบบบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เพราะการบริหารจัดการน้ำที่ดี คือการทำให้น้ำไปถึงเกษตรกรในเวลาที่จำเป็นที่สุด เมื่อระบบน้ำมั่นคง ความเสี่ยงก็ลดลง การผลิตเดินหน้าได้ และรายได้ของเกษตรกรก็มั่นคงขึ้นตามไปด้วย ในภาพรวมทั้งประเทศ ได้มีนโยบายให้กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บูรณาการทำงานร่วมกัน ในการวางระบบชลประทาน ขุดบ่อน้ำชุมชนเชื่อมโยงแปลงนาของเกษตรกร และเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 12 หน่วย ครอบคลุมทุกภูมิภาค ช่วยบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรได้กว่า 59 จังหวัด ผลจากการวางระบบอย่างจริงจังนี้ ช่วยบรรเทาอุทกภัย และสร้างความมั่นคงให้พื้นที่เกษตรรวมกว่า 2.5 ล้านไร่ เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกกว่า 220,000 ไร่ และมีพี่น้องเกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรงกว่า 124,000 ครัวเรือน
3. ตลาดนำการผลิต เพราะเราเชื่อว่าผลิตได้ดีอย่างเดียว ยังไม่พอ เกษตรกรต้องได้รับราคาที่เป็นธรรมด้วย จึงต้องปกป้องตลาดในประเทศและเปิดประตูสู่ตลาดโลก ด้านการปกป้องตลาดในประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางเกษตรและอาหารพระพิรุณ หรือ ศพร. บูรณาการร่วมกับกรมศุลกากร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ตรวจเข้มด่านชายแดนและห้องเย็นทั่วประเทศ ดำเนินคดีสินค้าเกษตรผิดกฎหมายไปแล้ว 146 คดี ยึดของ อาทิ เนื้อสัตว์แช่แข็ง ที่ลักลอบนำเข้ากว่า 26 ตัน มูลค่ารวมกว่า 11 ล้านบาท ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาและปกป้องเกษตรกรไทยไม่ให้เสียเปรียบสินค้าผิดกฎหมาย
4. ลดความซ้ำซ้อน สู่เกษตรแม่นยำ ยกระดับบริการและคุณภาพ เดินหน้าลดขั้นตอนของภาครัฐ มุ่งสู่การเกษตรแม่นยำเพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้น้ำและปุ๋ยได้เหมาะสมกับสภาพดิน อากาศ และสถานที่จริง และสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล เสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวคอยแนะนำวิธีที่ถูกต้องได้ตลอดเวลา ควบคู่กันนี้ แก้ไขกฎระเบียบที่ล้าสมัยไปแล้วถึง 9 ฉบับ และปรับปรุงระบบอนุมัติ อนุญาต จากเดิมบางประเภทใช้เวลานานถึง 14 วัน เหลือเพียง 1 วันเท่านั้น
5. คืนสิทธิ์ คืนโอกาส คืนความมั่นคง ด้านที่ดินทำกิน เร่งผลักดันการแก้ไขกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยเสนอให้เปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อเกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรใช้ที่ดินประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่อง และใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้อย่างแท้จริง ด้านหนี้สินเกษตรกร ได้บูรณาการกับ ธ.ก.ส. และกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร แก้ไขและพักหนี้ให้เกษตรกรแล้ว 8,858 ราย วงเงินรวม 940 ล้านบาท พร้อมลดมูลหนี้ค้างชำระของสมาชิกสหกรณ์เพื่อการเกษตรลงได้อีกกว่า 9,300 ล้านบาท
ข่าว/ภาพ : อลงกรณ์ ซอนจำปา